เป็นโรคที่เกิดจาก ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีปฏิกริยาตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ที่เข้าสู่ร่างกาย พบได้ทุกเพศทุกวัย
มีการอักเสบของเนื้อเยื่อในจมูก มีการบวม แดง และมีเมือกภายในโพรงจมูกมากกว่าปกติ
ถ้าได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง และหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ อาการต่างๆ จะสามารถควบคุมให้ลดอาการแพ้ลงได้
- สาเหตุของโรค
- อาการของโรค
- การตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม
- การดูแลตัวเองให้หายจากโรค
- การใช้ยาในการรักษา
- โรคร่วมหรือภาวะแทรกซ้อน
- เรียนรู้เรื่องยา
- วิธีการใช้ยา
สาเหตุของโรค
อาจเกิดจากภูมิแพ้ หรือไม่ใช้ภูมิแพ้ก็เป็นได้ แต่สาเหตุของโรคจมูกอักเสบเรื้อรังที่พบมากที่สุด มักเกิดจากภูมิแพ้
- กรรมพันธ์ ประวัติภูมิแพ้ในครอบครัวที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคได้มากขึ้น
- สิ่งแวดล้อม สารระคายเคืองและมลภาวะทางอากาศ เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด เช่น ฝุ่นควัน ควันธูป ควันบุหรี่ ไรฝุ่น แมลงสาบ ขนสัตว์ ขนหมา ขนแมว นุ่น ละอองเกสรดอกหญ้า เชื้อรา รวมถึง การเปลี่ยนแปลงของอากาศ ความเย็น ความชื้น สารเคมีในอากาศ น้ำหอม สเปย์ที่ส่งกลิ่น
- ปัจจัยอื่นๆ การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ การติดเชื้อไวรัสบางชนิด
อาการของโรค
- คัดแน่นจมูก น้ำมูกไหล จาม อาจมีอาการไซนัสอักเสบร่วมด้วย
- นอนกรน อ้าปากหายใจเวลานาน แสบคอ ไอกระแอมบ่อยๆ
- ไอเรื้อรัง ปวดศีรษะ อาจมีเคืองตา คันตา หูอื้อร่วมด้วย
โดยอาการจะเป็นมากขึ้น หลังจากได้รับการกระตุ้นจากสารก่อภูมิแพ้ หรือสารระคายเคืองทางเดินหายใจต่างๆ
การตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม
- แพทย์สอบถามประวัติ อาการต่างๆ ประวัติในการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ หรือสิ่งแวดล้อม ถามประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว
- แพทย์ส่งตรวจหาสิ่งกระตุ้น เช่น สารก่อภูมิแพ้ โดยสามารถทำได้โดยการเจาะเลือด หรือ การทดสอบภูมิแพ้ โดยวิธีสะกิดผิวหนัง (skin prick test)
- แพทย์ส่งตรวจเซลล์ในจมูก
- แพทย์ส่งทดสอบผลหลังการกระตุ้นโดยใส่สารกระตุ้นไปในจมูก (nasal challenge test)
การดูแลตัวเองให้หายจากโรค
- หลีกเลี่ยง สิ่งกระตุ้น สารก่อภูมิแพ้
- ซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน บ่อยๆ
- ทำความสะอาด เช็ดห้องนอนทุกวัน ไม่วางหนังสือ เสื้อผ้า ไว้ในห้องนอน ให้เก็บเข้าตู้ให้เรียบร้อย
- ไม่เลี้ยงสัตว์ที่มีขน รวมทั้งไม่เล่นตุ๊กตาที่มีขน กำจัดแมลงสาบ
- ไม่สูบบุหรี่ ไม่จุดธูปในบ้าน
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
- ล้างจมูก ทำให้โพรงจมูกโล่งขึ้น เมื่อมีอาการแน่นจมูก
- ปฏิบัติความคำแนะนำของแพทย์ ใช้ยากินหรือยาพ่นจมูก และการรักษาอื่นๆ ตามความเหมาะสม
การใช้ยาในการรักษา
ประกอบด้วย 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่
- ยาต้านการอักเสบ กลุ่มสเตียรอยด์แบบพ่นจมูก เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดการอักเสบของเยื่อบุจมูก
- ยาต้านฤทธิ์ Leukotriene ช่วยลดการอักเสบของเยื่อบุจมูก
- ยาต้านฤทธิ์ histamine ช่วยลดอาการจาม น้ำมูกไหล คันจมูก และคันตา
การรักษาอื่นๆ เช่น แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาโดยการให้วัคซีนภูมิแพ้ (immunotherapy) หรือการให้ยาต้ร IgE (anti-IgE)
โรคร่วมหรือภาวะแทรกซ้อน
- เยื่อบุตาอักเสบชนิดแพ้
- โรคหืด
- ไซนัสอักเสบ
- ภาวะต่อมอะดีนอยด์โต
- หูชั้นกลางอักเสบ
เรียนรู้เรื่องยา
ยาที่ใช้ ส่วนใหญ่เป็น ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก เป็นยาที่ช่วยลดความไวของจมูกต่อสารก่อภูมิแพ้
วิธีการใช้ยา
- ถ้าหากมีน้ำมูก ให้สั่งน้ำมูกออกให้เรียบร้อย หรือกำจัดโดยวิธีการล้างจมูก เพื่อให้จมูกโล่ง
- ก่อนการใช้ยาให้เขย่าขวดยาทุกครั้ง เนื่องจากตัวยามีความหนืด โดยการเขย่า ให้เขย่าในแนวดิ่ง ขึ้นลง ประมาณ 10 ครั้ง หลังจากนั้น เปิดฝาขวดยาออก
- ในการใช้ยาครั้งแรก ให้กดไล่อากาศ ขณะขวดยาตั้งตรง เพื่อเป็นการกระตุ้นระบบในการทำงานของเครื่อง จนกว่าจะมี สเปรย์ออกมาแต่ในกรณีที่ใช้ยาเป็นประจำอยู่ทุกวันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องกดยาไล่อากาศออกทุกครั้ง
- จับขวดโดยใช้นิ้วโป้งวางที่ตำแหน่งข้างขวด สอดปลายหลอดเข้าไปในโพรงจมูก ให้ชี้ปลายหลอดไปทางผนังจมูกด้านนอก หรือชี้ไปทางหางตาข้างเดียวกัน
- หลังจากนั้น ก้มหน้าลงเล็กน้อย แล้วกดแป้นยา 1 ครั้ง ให้มีสเปรย์ ออกมา พร้อมสูดลมหายใจเข้าทางจมูก
- นำปลายหัวพ่นออก พร้อมกับหายใจออกทางปาก โดยระวังไม่ให้พ่นใส่ผนังจมูกตรงกลาง เพราะอาจทำให้โพรงจมูกเป็นแผล หรือมีเลือดกำเดาไหลได้
- หากแพทย์สั่งให้พ่นจมูก 2 ข้าง ให้ทำซ้ำ ตั้งแต่ต้น กับจมูกอีกด้านหนึ่งหากแพทย์สั่งให้พ่นจมูก 2 กด ให้ทำซ้ำ ตั้งแต่ต้น
- หลังจากใช้งาน ให้ใช้เช็ดชูแห้งเช็ดทำความสะอาด ปลายขวด และด้านในฝาขวด ห้ามให้ตัวหลอดโดนน้ำ ห้ามใช้นํายาทําความสะอาด แล้วปิดฝาครอบขวดยาทุกครั้ง หลังการใช้งาน เพื่อป้องกันฝุ่น
- สามารถ ตรวจสอบดูว่ายังมียาเหลืออยู่ ผ่านช่องด้านข้าง ถ้าระดับยาต่ำมาก อาจทําให้เครืองพ่นไม่ทํางาน
- ห้ามเก็บยาไว้ในตู้เย็นหรือแช่แข็ง
- ในการใช้ยายาสเตียรอยด์ พ่นจมูกระยะแรก ควรใช้ยาเป็นประจำทุกวันอย่างต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง ไม่ควรลดหรือเพิ่มขนาดยาเอง
- ควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา หากมีข้อสงสัยเรื่องยา ปรึกษาเภสัชกร ที่ร้านขายยา หรือโรงพยาบาลที่ใกล้คุณ
กรุณาใช้ยาตาม คำแนะนำของแพทย์ ผลข้างเคียงของยาสเตียรอยด์พ่นจมูกนั้นน้อยมาก และการใช้ยาดังกล่าวในระยะยาว ค่อนข้างปลอดภัย ถ้าใช้อย่างเหมาะสม แต่หากใช้ไปประมาณ 1-2 สัปดาห์ขึ้นไป อาการไม่บรรเทา ยังคงมีอาการเหม็นในจมูก คัดจมูกมาก ควรจะกลับไปพบแพทย์ที่ดูแลเพื่อประเมินอาการอีกครั้ง
reference : https://www.hfocus.org/content/2024/12/32568
https://whttps://www.pobpad.com/
http://www.youtube.com/watch?v=OYpdk8EQAG0
https://bkh.moph.go.th/bkhweb/uploads/media/2024053112273314_%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%9A-avamys.pdf
http://medinfo2.psu.ac.th/~webadm/rx/upload_rx_detail/RX_DETAIL_20171204_163254.pdf
https://pertento.fda.moph.go.th/FDA_SEARCH_DRUG/SEARCH_DRUG/pop-up_drug.aspx?Newcode_U=U1DR1C1062650001011C
https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/allergic-rhinitis
https://www.ram-hosp.co.th/news_detail/290
เพื่อนๆ คิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้บ้าง comment กันได้นะ

Leave a comment